วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

17 ทิปส์ รับมืออาการ Jet Lag แบบใช้ได้ผลจริง


เจ็ท แล็ค (Jet Lag) คืออาการอ่อนเพลีย เพราะปรับตัวไม่ทันกับโซนเวลาใหม่ ซึ่งเกิดจากการเดินทางเป็นระยะเวลานานไปอีกสถานที่หนึ่ง ซึ่งสถานที่นั้นก็มีเวลาที่ต่างจากถิ่นฐานเดิมของเรามากทีเดียว เช่น การนั่งเครื่องบินจากกรุงเทพฯ มุ่งสู่มหานครนิวยอร์ก ไม่ว่าจะบินตรงหรือเปลี่ยนเครื่องก็ใช้ระยะเวลานานเช่นกัน อีกทั้งไทม์โซนยังต่างกันด้วย เช่น เวลาในนิวยอร์กจะช้ากว่าเวลาในไทยประมาณ 12 ชั่วโมง เรียกว่าต้องปรับตัวมากทีเดียว ซึ่งใครที่ปรับตัวไม่ทันก็จะทำให้เกิดอาการ Jet Lag นั่นเอง 

        และสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีแพลนไปเยือนประเทศต่าง ๆ ซึ่งอยู่คนละซีกโลกกับบ้านเราหรือคนละทวีปละก็ วันนี้เรามีทิปส์ดี ๆ จากเว็บไซต์ buzzfeed มาบอกกัน เพื่อเป็นแนวทางในการวิธีป้องกันและรับมืออาการ Jet Lag มาฝากกันค่ะ

        1. เลือกไฟท์บินตอนกลางคืน : หากเป็นไปได้คุณควรเลือกเที่ยวบินตอนกลางคืนเพื่อที่คุณเองจะได้มีเวลาพักผ่อนอย่างเพียงพอ เพื่อที่จะได้ตื่นขึ้นมาอย่างกระปรี้กระเปร่า แล้วอย่าลืมใส่ผ้าปิดตาหรือฟังเพลงโปรดเพื่อให้หลับสบายขึ้น นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการดื่มชา กาแฟ เพราะอาจทำให้คุณนอนไม่หลับและหงุดหงิดได้

        2. วางแผนล่วงหน้า : จัดเวลาล่วงหน้าเพื่อเตรียมตัวเดินทางท่องเที่ยว เช่น การยอมทำงานดึกก่อนวันออกเดินทางเพื่อที่เมื่อถึงเวลาเดินทางคุณจะได้มีเวลาผ่อนคลายและไม่ต้องเครียดกับการเร่งปั่นงาน รวมทั้งไม่ลืมที่จะวางแผนการเดินทางไว้ล่วงหน้า นอกจากนี้หากมีเวลาว่างระหว่างทริปก็อาจจะคิดเรื่องการงานที่ต้องมาสะสางต่อเมื่อกลับมาบ้างก็ได้ เพื่อเป็นการกระตุ้นไม่ให้เที่ยวเพลินจนรู้สึกเบื่อหน่ายหากต้องกลับมาทำงานอีกครั้ง

        3. สดชื่นด้วยการล้างหน้า : เมื่อไปถึงยังจุดหมายปลายทางแล้ว แวะเข้าห้องน้ำห้องท่าเพื่อล้างหน้าล้างตาเสียหน่อย ซึ่งการใช้โฟมล้างหน้าจะทำให้คุณรู้สึกสดชื่นและตื่นตัวขึ้นมาแน่นอน

        4. ยืดเส้นยืดสาย : การนั่งหรือนอนเฉย ๆ บนเครื่องบิน อาจทำให้เกิดความล้าได้ ดังนั้นควรยืดเส้นยืดสายบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ ขยับแขนขยับขา เอนตัวหรือโน้มคอไปข้างหลัง รวมทั้งเมื่อถึงจุดหมายปลายทางแล้วก็เช่นกัน พยายามทำตัวแอคทีฟไว้เพื่อกระตุ้นให้คุณรู้สึกสดชื่นและตื่นเต้นกับสถานที่ใหม่มากกว่าจะทำตัวอ่อนเปลี้ยเพลียแรง

        5. วิตามินช่วยได้ : ทั้งวิตามินซีและวิตามินบีช่วยในเรื่องของระบบภูมิคุ้มกัน และมีส่วนช่วยให้ร่างกายปรับตัวได้เร็วขึ้น อย่าลืมดื่มน้ำแครอท, น้ำส้ม หรือน้ำแข็งเพิ่มความสดชื่นกันนะคะ

        6. ดื่มกาแฟแต่พอเหมาะ : หากคุณดื่มกาแฟเป็นประจำอยู่แล้ว หากจะดื่มก็ควรดื่มในช่วงเช้าและกลางวัน แต่ไม่ควรดื่มใกล้เวลานอนหรือใกล้เวลาบิน เพราะจะทำให้คุณกระสับกระส่าย นอนไม่หลับ และทำให้ปรับตัวยากเมื่อไปถึงปลายทาง

        7. ใส่เสื้อผ้าสบาย ๆ : การสวมใส่เสื้อผ้าสบายจะช่วยให้คุณนอนหลับได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้ต้องเป็นเสื้อผ้าที่ไม่บางหรือหนาจนเกินไป รวมทั้งรองเท้าก็เช่นกัน ใส่ขึ้นเครื่องบินไม่ต้องจัดหนักจัดเต็มก็ได้ เลือกรองเท้าที่สวมใส่สบาย ๆ ดีกว่า ที่สำคัญอย่าลืมสวมใส่ถุงเท้าด้วยนะ เพราะเวลาที่คุณถอดรองเท้าจะได้ไม่ส่งกลิ่นรบกวนผู้อื่น

        8. ฟังเพลงสบาย ๆ : การฟังเพลงสบาย ๆ สไตล์ Easy Listening ระหว่างการเดินทางหรือเมื่อไปถึงที่หมายแล้วก็ตามจะทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายอย่างไม่น่าเชื่อ ที่สำคัญควรเลือกเพลงที่มีความหมายแง่บวกดีกว่าเพลงอกหักรักคุดนะคะ

        9. การรับประทานอาหาร : อย่ากินอาหารแบบจัดหนักจัดเต็มก่อนขึ้นเครื่องหรืออาหารรสจัดที่เสี่ยงทำให้คุณท้องไส้ปั่นป่วน เลือกกินอาหารเบา ๆ ที่อิ่มสบายท้องหรืออาหารที่มีโปรตีนมากกว่าอาหารรสหวาน ๆ นอกจากนี้การลองปรับตัวกินอาหารถิ่นหรืออาหารใกล้เคียงกับสถานที่ที่จะไปก็จะทำให้คุณปรับตัวได้ง่ายขึ้น

        10. หาเวลางีบบ้าง : การปรับตัวให้เข้ากับเวลาใหม่แบบปัจจุบันทันด่วนคงเป็นไปได้ยาก ดังนั้นเมื่อไปถึงจุดหมายปลายทางแล้วก็อย่าเพิ่งออกตระเวนเที่ยวลั้ลลา นอนพักสักครึ่งชั่วโมงเพื่อเติมพลังก่อนจะทำให้คุณเที่ยวสนุกกว่า อ้อ...แล้วอย่าเผลอนอนยาวหลายชั่วโมงนะคะ เพราะจะทำให้คุณเพลียกว่าเดิม

        11. อากาศบริสุทธิ์ช่วยได้ : เมื่องีบได้ที่แล้วก็ปลุกตัวเองมารับอากาศบริสุทธิ์บ้าง ไม่ว่าจะไปรับลมเย็น ๆ หรือสัมผัสกับแสงแดดภายนอก เพราะมันจะทำให้คุณตื่นตัวมากขึ้นแถมยังใช้ชีวิตได้ตามปกติเหมือนเจ้าถิ่นด้วย เมื่อเดินทางกลับมาถึงบ้านแล้วก็เช่นกัน อย่าเอาแต่นอนพักเพราะจะทำให้ยิ่งเพลียไปกันใหญ่ ออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์นอกบ้านดีกว่า

        12. จำกัดปริมาณแอลกอฮอล์ : ทั้งก่อนไป ระหว่างทริป และหลังจากเดินทางกลับมาแล้ว ควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ดีกว่า เพราะจะทำให้ร่างกายเข้าสู่สภาวะขาดน้ำและทำให้ปรับตัวยากมากกว่าเดิม

        13. หาเวลาเบรคระหว่างวัน : หลังจากที่คุณกลับจากทริปสุดโหดเพื่อเข้าสู่โหมดชีวิตจริงที่ต้องทำหน้างานหรือหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ อย่าเพิ่งหักโหมทำงานมากเกินไปเพราะสมองและร่างกายคุณอาจจะเหนื่อยล้าอยู่ ที่สำคัญควรหาเวลาระหว่างวันพักบ้างและไม่ควรนั่งติดเก้าอี้ตลอดทั้งวัน 

        14. ชวนเพื่อนไปกินข้าวข้างนอก : การได้พูดคุยกับเพื่อน ๆ หรือเล่าประสบการณ์การเดินทางจะทำให้คุณกระปรี้กระเปร่ามากกว่ากลับมาใช้ชีวิตลำพังคนเดียว และความสนุกสนานจากการพูดคุยกับพวกเขายังทำให้คุณปรับตัวเข้าสู่สภาวะปกติได้ง่ายขึ้นด้วย 

        15. ดื่มน้ำให้เพียงพอ : น้ำเป็นสิ่งสำคัญต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกาย และการดื่มน้ำให้เพียงพอจะทำให้คุณรู้สึกสดชื่นขึ้น อีกทั้งระบบต่าง ๆ ในร่างกายยังทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งแน่นอนว่าหากร่างกายแข็งแรงเป็นปกติก็ช่วยให้คุณหายจากอาการ Jet Lag ได้เร็วขึ้น

        16. แอพฯ Jet Lag Rooster ช่วยได้ : ไม่ลองไม่รู้ ใครที่ใช้สมาร์ทโฟนก็ลองโหลดแอพฯ Jet Lag Rooster ซึ่งมันจะช่วยคำนวณระยะเวลาการเดินทางพร้อมคำแนะนำต่าง ๆ ว่าคุณควรทำอะไรบ้าง รับรองว่ามีประโยชน์ชัวร์

        17. คิดแง่บวกเข้าไว้ : ไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะคะ แค่เปลี่ยนความคิด ชีวิตก็เปลี่ยนได้ คุณจึงไม่ควรหงุดหงิดไปกับอาการอ่อนเปลี้ยเพลียแรง แต่ควรทำตัวสดชื่นแจ่มใสไว้เสมอ เชื่อสิว่ามันจะทำให้คุณหายจากอาการ Jet Lag ได้เร็วกว่าคิดเลยแหละ แถมยังเตรียมพร้อมที่จะออกไปแตะขอบฟ้าในทริปต่อไปโดยไม่เกรงกลัวอาการ Jet Lag อีกเลย

        หวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับนักท่องเที่ยวทุกคนไม่มากก็น้อย และใครที่มีประสบการณ์การเดินทางข้ามทวีปก็อย่าลืมนำมาแชร์กันบ้างนะคะ นักท่องเที่ยวมือใหม่จะได้เตรียมตัวรับมือกับอาการ Jet Lag ไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อที่ทริปท่องเที่ยวจะได้เต็มไปด้วยความสนุกเพราะร่างกายมีความพร้อม ไม่ใช่น่าเบื่อหน่ายเพราะร่างกายเต็มไปด้วยความเบื่อหน่าย


0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น